Sunday, 19 January 2014

ราชาแห่งถูกและดี สมาคมมังสวิรัติ (ตอนจบ)

         หายหน้าหายตากันไปนาน ด้วยเหตุผลมากมาย อธิบาย 2 วันก็ไม่จบ ก็เอาเป็นว่ากลับมาอีกครั้งกับ NamfonSaysWow ขอบคุณทุกท่านที่ยังแวะมาอ่านกัน และขอโทษหลายๆท่านที่ทำให้คอย

          เนื่องจากคราวที่แล้ว ยังไม่ได้เล่าเรื่องของหวานและซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เลยจะขอมาเล่าต่อให้จบก่อน พูดถึงสมาคมมังสวิรัติเนี่ย มีสิ่งหนึ่งที่เราชอบเป็นพิเศษ คือ เค้าเปิดกว้างให้กับทุกๆคนได้มากินกัน ร้านมังสวรัติบางร้าน ไปครั้งเดียวเลิกเพราะดูเป็นสำหรับกลุ่มเฉพาะมาก บ้างก็สำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ บ้างเน้นผู้มีอันจะกิน บ้างก็เน้นพวกนุ่งขาวห่มขาว ที่นี่มีทุกแบบ ทุกแนว นักท่องเที่ยว ทั้งฝรั่ง ไทย จีน แขก วัยรุ่น คนแก่ และมีชาวบ้านแถวนั้น คนขับแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซด์ ที่คิดว่าไม่ได้กินมังสวิรัติ แต่ร่วมมากินของดีราคาถูกกันด้วย ช่วงที่เดินขบวนไล่นายกสมชาย โนบิตะกันหนักๆ สมาคมหยุดไปร่วมม๊อบบ่อยๆ เราเคยไปซื้อของในซุปเปอร์สมาคม และเจอคนที่ต่อแถวหน้าเราใส่เสื้อพรรคเพื่อไทยมาเลย แต่เค้าคงไม่ได้มาป่วนเพราะดูลงทุนไปหน่อยซื้อยาสมุนไพรเต็ม 1 รถเข็นเชียว เสื้อก็คงได้มาฟรี คนที่คิดเงินก็มองแวปเดียว แล้วก็คิดเงินตามปกติ  นอกจากนี้ หน้าสมาคม มีคนมาขายหมูปิ้งเสียบไม้ เราก็ไม่เห็นเค้าว่าอะไรนะ

         จริงๆ ถ้าสังคมเราเป็นอย่างนี้ได้ ก็จะดีมาก ทุกวันนี้เหมือนจะเป็นต้องกันข้าม เต็มไปด้วยการแบ่งพวกเขา พวกเรา ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่ทุกๆเรื่อง เช่่น ที่จอดรถเฉพาะ super cars ตามห้างใหญ่ๆเกือบทุกที่ โดยยามมีรายชื่อว่ารถยี่ห้อใด รุ่นใดบ้างที่เข้าข่าย เคาน์เตอร์พิเศษในธนาคารสำหรับผู้มีเงินฝากเกินระดับหนึ่ง (Wisdom, Prestige ต่างๆ) โดยไม่ต้องต่อคิว [ ธนาคารที่เราใช้บริการไม่มี]  ร้านอาหารบางร้าน ห้างบางห้างก็ค่อนข้างชัดเจนว่าต้อนรับคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเราหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ ถ้าทำได้ [ แนะนำสำนวนภาษาอังกฤษ Avoid ... like the plague แปลตรงตัว ว่าหลีกเลี่ยงเหมือนโรคระบาด ใช้ได้ทั่วไป สำหรับเวลาต้องการหลีกเลี่ยงอะไรมากๆ] เพราะรู้สึกไม่สบายใจและบรรยากาศมักตอแหล นอกจากนี้คนเหล่านั้นก็แสดงชัดเจนว่าไม่ต้องการคนอย่างเราเข้าไป เราก็ไม่รู้จะก็ไปทำไม  คนที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนทั่วไป ย่อมถูกใจที่จะได้รับการปฎิบัติที่เป็นพิเศษ ผู้ให้บริการก็ตอบสนองในจุดนี้ เพื่อสร้างจุดขาย ในบางสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันในสังคม คงยากที่จะเห็นอะไรเช่นนี้อย่างเปิดเผย (แอบๆ มันก็ต้องมีแหละ) แต่เราคิดว่าสังคมไทย นอกจากจะยอมรับเรื่องพวกนี้ได้แล้ว เผลอๆอาจจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนสังคมไทยในปัจจุบันด้วยซ้ำ

           เราค่อนข้างสงสัยว่าทำไมมักจะมีชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งที่ชอบไปสัมผัสบรรยากาศหรือกระทำการเลียนแบบ  ไม่รู้ว่าเขาเหล่านั้นเข้าใจตรรกะอะไรผิดหรือเปล่า   คือ ไฮโซ เค้าเป็นเช่นนั้นก่อนจึงสามารถมีชีวิตเช่นนั้นได้ อาจจะด้วยเกิดมารวย ผัวรวย ทำธุรกิจรวย ดังจนรวย โกงจนรวย ฯลฯ เค้าไม่ได้เป็นเพราะเค้ากินแพงๆ ใช้ของแพงๆนะ เข้าใจป่ะ แต่ก็นะ เขาเหล่านั้นอาจต้องการแรงผลักดัน หรือกำลังหาผัวรวยก็เป็นได้ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้านะ ที่ชนชั้นกลางอย่างเรา เอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากมาใช้จ่ายให้กับที่ๆ ส่วนใหญ่เจ้าของก็เป็นชนชั้นสูงที่ได้รายได้มาง่ายๆอยู่แล้ว แทนที่จะมาช่วยอุดหนุนชนชั้นกลางด้วยกันเอง โอเค คนพวกนี้คงด่าเรา ว่าเรื่องของกู กูมีความสุขที่จะทำ เงินก็เงินกู มีงมาเสือกอะไรด้วย ก็จริงนะ จริงๆ เราเองก็เคยหลงผิดมาก่อนนะ เมื่อนานมาแล้ว จึงแค่อยากมาแชร์ และที่นี่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชั้นจะด่าใครก็ได้ ตราบใดที่ไม่ได้ระบุชื่อและทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสีย ไม่ได้ไปด่าหน้าบ้าน ตามมาอ่านเอง โอเคนะ

            ก่อนที่จะได้รับมอบ รางวัลปากหมาอวอร์ด ประจำปีนี้ (อ่าว เดี๋ยวนะ ได้แล้วเหรอ แหม ไวเชียว) ก็ขอเลี้ยวเอี้ยดด กลับมาคุยเรื่องของหวานที่สมาคมมังสวิรัติกันต่อ จริงๆ แล้ว ก็คิดๆอยู่ว่าจะเขียนดีไม่ดีเพราะวันที่มาพลาดของหวานเบอร์ 1 ของที่นี่ จริงๆตอนมายังไม่หมด แต่ไม่อยากไปซื้อมาไว้ก่อน กลัวมันเย็น เลยอดกินซะ เมื่อก่อน พอเจออย่างงี้ปุ๊บ คราวต่อไป อาหารคาว ชั้นเอาไว้ก่อนละ กินอันนี้ก่อนเลย  ของหวานระดับแปดดาวนี้ก็คือ ข้าวมธุปายาสนั่นเอง จริงๆ เคยได้ยินชื่อมาตั้งแต่ตอนเรียนประถม ในนิทานชาดก(หรือเปล่า) ที่พระนางสุชาดาถวายให้พระพุทธเจ้า (ไปอ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่ ยาวมาก ขี้เกียจเล่า http://www.baanmaha.com/community/thread22697.html ) แต่เพิ่งกินที่นี่เป็นครั้งแรก อร่อยมากจริงๆ เหมือนกินแล้วลอยกลับไปอยู่ในยุคพุทธกาล หอมน้ำนมข้าวมากๆ ไม่หวาน รสชาติกลมกล่อม นวลๆ มีข้าวและธัญพืชหลายชนิด ถ้าได้ไป อยากให้ลอง และรีบไปซื้อนะ ขายดีมาก เดี๋ยวอดกิน ขอโทษด้วยที่เลยเหมือนมารีวิวร้านน้ำเต้าหู้ แต่น้ำเต้าหู้หมด รีวิวแต่เต้าทึงกับเต้าฮวยไปก่อน

          ของหวานเบอร์ 2 ที่จริงๆ บางคนก็ยกให้เป็นเบอร์ 1 ก็คือ เฉาก๊วยทรงเครื่องนั่นเอง เฉาก๊วยที่นี่อร่อยมาก เข้มข้นด้วยรสหญ้าเฉาก๊วย และหนุบหนึบหนับ เครื่องก็เยอะจริงๆ แปะก๊วยหลายเม็ดมาก พุทราจีน และลูกเดือยก็ให้เยอะจริงๆ ชอบหวานไม่ชอบหวานสั่งเค้าได้นะ ถ้วยนี้ 15 บาท แต่ถือว่าคุ้มเพราะให้เครื่องเยอะมากๆ  ขอโทษจริงๆ ที่ครั้งนี้ได้กินของหวานแค่อย่างเดียว จริงๆอย่างอื่นที่เคยกินแล้วชอบก็มี ข้าวเหนียวกลอย ธัชพืชรวม เค้กกล้วยหอมร้อนๆ ทำใหม่ๆ ซาลาเปาแป้งหนาไปหน่อย
           

              ต่อไป ขอพามาชมเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ในสมาคมมังสวิรัติ ที่มีขายวัตถุดิบต่างๆมากมายสำหรับผู้ทานมังสวิรัติ (มีผักและเห็ดขายอยู่ด้านหน้า ถูกและคุณภาพดีมาก) นอกจากนี้ยังมียาสมุนไพรมากมาย และครีม แชมพู สบู่ขายด้วย สินค้าส่วนใหญ่ ถ้าเป็นของชุมชน จะถูกมาก เพราะสมาคมรับมาตรง แทบไม่มีกำไร ส่วนอย่างอื่นที่ซื้อได้ทั่วไป ก็จะถูกกว่าข้างนอกนิดหน่อย

              พามาดูโซนสบู่ก้อน เราชอบใช้สบู่ก้อนเพราะไม่มีสารที่ทำให้เกิดฟอง Sodium Lauryl Sulfate อย่างที่ใส่ในน้ำยาล้างจาน และน้ำยาซักผ้า เหมือนในสบู่เหลว ซึ่งเราผู้ผิวแพ้ง่ายมากมาย แพ้ถ้าใส่ในปริมาณเยอะ   สบู่ก้อนดีๆ ถูกๆหาง่าย กว่าสบู่เหลวเยอะ สบู่เหลวดีๆก็มี แต่แพงและเรารู้สึกว่ามันล้างเต่าไม่เกลี้ยงเหมือนสบู่ก้อน ที่นี่มีสบู่ก้อนให้เลือกเยอะมากกกกกกกก ราคาตั้งแต่ 18 บาท ไปจนถึง 60 บาท ขึ้นอยู่กับที่มาและวัตถุดิบ ทุกก้อนล้วนมีส่วนผสมสมุนไพร เช่น สบู่ถ่านไม้น้ำผืึง ถ่านไม้ไผ่มะขาม น้ำมันมะพร้าว เปปเปอร์มินต์ ใบย่านาง แครอท มะเขือเทศ เราชอบสบู่ที่ไม่ใส่น้ำหอมสังเคราะห์ แต่ส่วนใหญ่จะแพงกว่าที่ใส่นิดหน่อย แต่บางทีเราก็ซื้อแบบที่ใส่มาบ้างเหมือนกัน  ถ้ากลิ่นไม่แรงมาก (ขอนอกเรื่องนิด บางคนนั่งรถตู้ใส่น้ำหอมยังกะอาบมา เวียนหัวมาก ยิ่งกว่าดมสารเคมีใน Plant อีก) เราก็ลองไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ ถึงจะราคาถูก แต่ก็ไม่ได้ลองเยอะหรอก ใช้อย่างมากสุดก็เดือนละก้อน ก้อนใหญ่ๆ บางที 2 เดือนยังใช้ไม่หมด เบอร์ 1 และ 2 สำหรับเราตอนนี้ คือ ถ่านไม้ไผ่และใบย่านาง

              นอกจากสบู่ก็มีครีมและผงขัดตัวด้วย เราเคยลองใช้ครีมทาตัว 2-3 แบบ เราว่าไม่ค่อยดีนะ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องราคาที่ถูกมาก ไว้วันหลังจะมาแนะนำครีมทาตัวที่ราคาสมเหตุผล และดีมาก ส่วนครีมทาหน้ากระปุกนี่เราไม่กล้าลองจริงๆ เราเคยแพ้ครีม หน้าขึ้นหนอง ย้ำว่าหนองไม่ใช่สิว เพราะคันมากๆๆ คันนอนไม่หลับไปหลายคืน กว่าหน้าจะฟื้นคืนชีพ แทบตาย ส่วนผงขัดผิวก็โอเคนะ ถูกด้วย สำหรับสบู่เหลวและแชมพูมีให้เลือกเยอะมาก และถูกมากๆๆๆ แต่ก็ต้องดูดีๆนะ บางแบบมีแต่สารสร้างฟองกับน้ำหอม แต่บางอันก็ส่วนผสมดีมากเลย เราไม่ขอออกความเห็นเรื่องผลลัพธ์เพราะเราใช้อะไรก็คันและผมร่วงเหมือนเดิม 

             พามาดูน้ำยาล้างจานและน้ำยาซักผ้าที่นี่ ที่นี่ขายถูกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ลิตรนึงประมาณ 20 บาท เพราะชาวบ้านทำกันเอง เราว่าถ้าไม่ซีเรียสก็โอเคนะ ลองดู เราเคยใช้บ้าง เราว่าก็ดีนะ  ไม่ได้รู้สึกว่าแย่หรือดีกว่าที่ขายทั่วไป


                 ที่นี่มีเส้นก๋วยเตี๋ยวหลายแบบ แบบผสมธัญพืช ผสมผัก เคยซื้อไปทำกิน อรอ่ยดีนะ
         
                    ทีเด็ดของซุปเปอร์นี้ นอกจากสบู่ก้อน ก็คือ ข้าวกล้องที่มีให้เลือกหลายแบบมาก ทั้งข้าวฮาง ข้าวกล้องญี่ปุ่น(ปลูกในไทย) ข้าวหอมนิล ข้าวมันปู ข้าวสังข์หยด ข้าวงอก ข้าวเหนียวกล้อง ในราคาที่รับตรงจากผู้ปลูก ถูกกว่าซุปเปอร์ทั่วไป หรือร้านสุขภาพข้างนอก ประมาณ 30-70% เช่นในรูป ข้าวกล้องหอมนิลโลละ 35 บาท ในร้านสุขภาพตามห้างในกรุงเทพ ขายประมาณกิโลละ 100-120 เชียวสำหรับท่านที่อยู่ระยอง มีผุ้ที่รับข้าวฮางงอก จากสหกรณ์ในภาคอีสานมาขาย ในราคาไม่แพง(สำหรับข้าวชนิดนี้ แต่แพงกว่าข้าวปกติอยู่แล้ว) ซื้อได้ในเพลินใจซอยแรก หรือที่แสงทอง

                     ทีเด็ดที่สองสำหรับที่นี่ คือ ยาสมุนไพร ที่นี่ขายถูกกว่าร้านสุขภาพในห้างมากๆ เพราะมียี่ห้อที่รับมาโดยตรงจากชุมชน (อีกแล้ว)โดยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบกินยาแผนปัจจุบันสักเท่าไหร่ ยาแก้อักเสบนี่แทบไม่กินเลย ที่กินคือยาแก้ปวด เพราะปวดจริงๆ  ปกติเป็นอะไรจะกินยาสมุนไพร แต่ส่วนใหญ่ก็กินเบสิคๆ เช่น ฟ้าทะลายโจรแก้ร้อนใน ขมิ้นชันแก้ท้องอืด แต่ที่นี่มีอย่างอื่นให้เลือกเยอะมากๆๆๆๆๆ เราไม่ค่อยมีความรู้ ว่าอะไรกินเพื่ออะไร แต่เห็นคนอื่นเค้าซื้อกันเยอะแยะ คิดว่าทางที่ดี ไปพบแพทย์แผนไทย ขอคำแนะนำก่อนน่าจะดีกว่า หรือซื้อหนังสือ หาข้อมูลศึกษาเองก็ได้ ถ้าไม่ได้เป็นมาก ส่วนตัว ชอบ Google เว็บโรงพยาบาลหรือสาธารณสุขทั้งต่างประเทศและในประเทศ เปรียบเทียบกันหลายๆแหล่ง พูดถึงการหาข้อมูลด้วยตัวเอง เราเคยไปหาหมอเรื่องผมร่วงเมื่อหลายปีก่อน หมอแนะนำนั่นนี่ เราก็พยายามบอกว่าเราทำหมดแล้ว มันไม่ได้ผล หมอก็ทักท้วงนั่นนี่ สุดท้ายหมอพูดอย่างอารมณ์ขึ้นว่าคุณรู้หมดแล้ว คุณจะมาหาหมอทำไม ทำให้เรานึกขึ้นว่า เออจริงว่ะ เรามาทำไมวะเนี่ย เสียเวลาจริงๆ หลังจากนั้นเลยไม่ค่อยไปหาหมอแล้ว รักษาตัวเองนี่แหละ ถ้าไม่ใช่โรคที่ต้องใช้เครื่องวินิจฉัย หรือต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์นะ เพราะเราเชื่อว่า เรารู้ดีที่สุดว่าเราเป็นอะไร บางทีอธิบายหมอไม่หมดเพราะลืมบอก สรุปหมอวินิจฉัยผิด หรือเราป่วยแบบนี้ประจำ แต่ตอนนี้อย่างอื่นระบาด สรุปหมอวินิจฉัยผิด เราไม่ได้ดูถูกวิชาชีพแพทย์นะ แต่เราจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่หมอจะวินิจฉัยโรคจะการคุย 2-3 ประโยค โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณพูดไม่ค่อยรู้เรื่องหรือพูดผิดๆถูกๆ เราเคยเป็นอะไรหลายอย่าง ที่หาหมอกี่ที่ก็ไม่หาย ยิ่งหา ยิ่งแย่ ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ หายปุ๊บ เป็นใหม่ เป็นง่าย กว่าเดิม มากกว่าเดิม สุดท้าย เราหายจากการไปซื้อยาตามคอลัมส์นิตยสารรแพทย์ที่อ่านเจอในโรงพยาบาลที่ไปหาหมอ แต่หมอไม่ได้แนะนำ ตลกเนอะ  นี่หายมา 2 ปีละ แต่นี่มันโรคผิวหนังนะ อย่างมากก็เป็นเยอะขึ้น ถ้าเป็นไส้เลื่อนอะไรงี้ ก็ไปโรงพยาบาลเหอะ
               
               
             ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ ถ้าปากเสียไปหน่อยก็ขออภัยจริงๆ ถือว่าสงเคราะห์ให้เราได้ระบายอารมณ์ ดีกว่าให้เราไปด่าคนตามถนนแล้วโดนต่อยเถอะ คราวหน้ายังไม่แน่ใจว่าจะเขียนเรื่องอะไร ช่วยติดตามกันหน่อยนะคะ ถ้าอยากให้เขียนอะไร เป็นพิเศษก็ลองเสนอมาได้ค่ะ แต่จะเขียนได้มั้ย ต้องดูอีกทีค่ะ


                        

No comments:

Post a Comment