Saturday, 4 January 2014

ราชาแห่งถูกและดี ชมรมมังสวิรัติ [ ตอน 1]

          กลับมาพบกันอีกครั้งกับ NamfonSaysWow ก่อนอื่นต้องขอโทษผู้อ่านทุกท่าน ที่หายหัวไปเลยจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนนี้บอกไว้เองแท้ๆ ว่าจะเขียนทุกๆ 3-4 วัน อย่าหาว่าแก้ตัวเลย แต่ช่วงที่ผ่านมาสุขภาพย่ำแย่มากจริงๆ เข้าขั้นวิกฤต ทั้งเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ พอหายไอ ก็ดันปวดท้อง คลื่นไส้ กินอะไรไม่ค่อยได้ ทั้งกินแล้วปวดท้องและขย้อนไปพร้อมๆกัน หวังว่าทุกๆคนจะสุขภาพดีนะคะ
 
            หายกันไปนาน มาอีกทีก็ปีใหม่แล้ว สวัสดีปีใหม่ทุกท่านนะคะ จะขอไม่อวยพรอะไรมาก เพราะตั้งแต่อายุ 22 มีสองวันที่เกลียดมาก คือ ปีใหม่ กับวันเกิด เหตุผลก็คงรู้ๆกันอยู่ ไม่ต้องอธิบาย ยิ่งปีใหม่ปีนี้ นอนไข้ขึ้น ปวดตัว กระสับกระส่าย พลุประทัดก็จุดกันเข้าไป ต่อไปปีใหม่คงต้องไปปูเสื่อนอนในถ้ำถึงจะหาความสงบได้ ถ้าจะพูดกันจริงๆ เที่ยงคืนก็เป็นเวลานอนของประชากรส่วนใหญ่ สัตว์อื่นๆที่หากินกลางวัน เช่น หมู วัว ไก่ ก็หลับคร่อกฟี้กันหมดแล้ว ส่วนสัตว์กลางคืน เช่น ค้างคาว นกค้าวแมว ก็เริ่มออกหาอาหาร จะมาส่งเสียงดังอะไรกันตอนนี้ แต่ก็นะ คนเค้าอาจจะบอกว่า แหม บ่นจริง ทั้งปีก็แค่วันเดียว คนอื่นเค้าออกจะสนุกสนาน ทำเป็นคนแก่ไปได้ ก็จริงของมัน เราก็ต้องหาทางออกกันต่อไป

             เข้าเรื่องกันดีกว่า จะบอกว่าโพสท์นี้เป็นโพสท์ที่เขียนไปตื่นเต้นไป เพราะเราไม่ได้เขียนถึงแค่สิ่งที่ผ่านไปมาแล้วประทับใจเล็กๆ แต่เป็นสิ่งที่รักเลยก็ว่าได้ สถานที่นี้ก็คือ ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทยนี่เอง ที่ยกให้เป็นราชา เพราะจนบัดนี้ยังไม่เจออะไรที่ถูกและดีเท่านี้อีกแล้วในประเทศไทยของเรา หลายๆคน อาจจะเริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ เรากินมังสวิรัติด้วยเหรอ หรือแค่สนใจเพราะมันถูกดี จริงๆมันก็ทั้งสองอย่างนะคะ จริงๆแล้วเราเคยงดกินเนื้อทุกชนิด ยกเว้นอาหารทะเล (Pescetarian) อยู่หลายปีดีดัก ตั้งแต่อายุ 18 จนประมาณ 25 ซึ่งช่วงหลังๆมีช่วงที่เริ่มกินเนื้อสัตว์ด้วยความจำเป็นอยู่หลายเดือน และช่วงที่กลับมาเป็นใหม่อีกประมาณ 1 ปี เป็นช่วงที่ไม่กินข้าวขาว ไม่กินขนม สุขภาพดีมาก แต่ไม่มีคนคบ เพราะไม่เคยไปกินข้าวกับใครเค้าได้เลย

             ก่อนที่ทุกคนจะเค้าใจผิดว่าเราเป็นคนใจบุญสุนทาน ต้องขออธิบายตัวเองก่อนว่า สาเหตุที่กินไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะก่อนหน้านั้น ตกอยู่ในสภาพที่ต้องกินเนื้อเยอะมาก เนื้อก็เหม็นสาปเหลือเกิน บางทีไม่สุกอีกต่างหาก (อยู่กับครอบครัวต่างชาติ) พอมีโอกาสออกมาทำกับข้าวกินเอง ก็เลยตัดสินใจว่าจะไม่กินเนื้ออีกแล้ว พอกันที แต่จริงๆ ก็เป็นเพราะเราต้องทำกับข้าวกินเองและเราขยะแขยงเนื้อดิบด้วยล่ะ ทำเสร็จแล้วกินไม่ลง ประกอบกับชอบกินเต้าหู้และธัญพืชมากๆ ก็เลยลงตัวพอดี ช่วงที่กินใหม่ๆ อ้วนเป็นตุ่มเลย เพราะกินแต่ขนม แถมกินแต่ผักมันไม่ค่อยอิ่ม เลยกินซะเยอะเชียว สักพักเริ่มอยู่ตัว ก็รู้สึกดีขึ้นมาก สิวหาย ผิวดีขึ้น ตอนที่กลับมากินเนื้อใหม่ๆรู้สึกสะอิดสะเอียนมาก แถมแรกๆไม่ย่อยเลย แต่ตอนนี้กินได้ตั้งแต่ผ้าขี้ริ้วยันลิ้นวัว ที่ต้องกลับมากินเพราะ รู้สึกว่าขนาดทุกวันนี้ไม่เลือกมาก แต่มาอยู่ในที่ที่หาของกินยาก รถก็ไม่มี ตัวก็ผอมเท่าไม้ขีดแล้ว ถ้ายังเือกไม่กินเนื้อสัตว์อีก คงเสียชีวิต บอกตรงๆ ว่าถ้าเลือกได้ คงกลับไปกินเหมือนเดิม

             ชมรมมังสวิรัติอยู่ในซอยตรงข้ามตลาดอตก.ตามแผนที่ข้างล่าง ที่ตั้งช่างเร้นลับประดุจขุมทรัพย์กัปตัน Jack  Sparrow เท่านั้นไม่พอ หน้าปากซอยยังเต็มไปด้วยสถานบันเทิงที่เจ๊งไปแล้วมากมาย ดูอโคจรมาก ถนนก็ยังเป็นหลุมเป็นบ่อ น้ำขังตลอดเวลา ฝนไม่ตกมาเป็นเดือน ก็ยังมีน้ำขัง มันมาจากไหน ไม่เข้าใจเหมือนกัน ช้าก่อน ยังมีอีก เดินๆไป ระวังขี้หมาด้วย อันนี้สำหรับคนที่เดินมาจากสถานีรถไฟใต้ดินกำแพงเพชรหรือที่จอดรถด้านหน้า แต่สำหรับท่านที่นอกจากจะเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีรถขับ แล้วยังมีโชคลาภอันประเสริฐพบที่จอดรถข้างใน ใกล้ๆกับตัวชมรม ก็ผ่านไป เอาเป็นว่ามีผับเจ๊งหน้าปากซอยละกัน

             
            เมื่อเดินเข้ามาอาจจะงงๆนิดหน่อย สภาพจะคล้ายโรงอาหารมหาลัย โต๊ะก็นั่งแชร์ๆกัน จานเอาไปเท ไปเก็บเอง แถมไม่มีป้าแม่บ้านเช็ดโต๊ะ ต้องเช็ดเอง ก่อนซื้อต้องแลกคูปองก่อนนะ ปกติจะแลกคนละร้อย (กำลังคิดล่ะสิ ว่าถูกตายเลย คนละร้อย แต่คือ เรากินเยอะจริงๆ อัดอั้นมานาน และซื้อใส่ถุงด้วย) ทีนี่ถ้าไปช่วงหน้าหนาวก็จะนั่งสบายหน่อย แต่หน้าร้อน โห อย่าให้พูด ทั้งแดดส่อง ทั้งลมร้อน เต่าคนรอบๆ ลมแทบจับ แต่ถึงจะบ่นขนาดนี้ มันคุ้มค่ากับความพยายามจริงๆนะ ชั้นถึงได้ยังถ่อมายังไงล่ะ ร้านอาจจะดูเหมือนมีไม่เยอะ แต่มีให้เลือกกินทุกอย่าง ตั้งแต่ สลัดผัก ก๋วยจั๊บญวน ข้าวมันไก่ ข้าวหมกไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวขาหมู ลาบ น้ำตก ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำยา บะหมี่หมูแดง บะหมีเป็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชื้น ก๋วยจั๊บ ข้าวราดแกง เห็ดย่าง ข้ามต้มกุ๊ยและเครื่อง ขนมกุ้ยช่าย หอยทอด ขนมผักกาด บ๊ะจ่าง ก๋วยเตี๋ยวหลอด เปาะเปี๊ยะสด และขนมหวานอีกมากมายก่ายกอง อาหารคาวราคาประมาณ 15-20 บาทเท่านั้น ขนมราคาไม่ถูกมาก 10 บาท แต่รสชาติ ให้ตายเถอะคุณ นี่มันชาววังมาเองแท้ๆ





           มาดูกันดีกว่าว่าวันนี้กินอะไรบ้าง เริ่มด้วยข้าวหมกไก่ ที่บรมจะอร่อย จริงๆมีน้ำจิ้มปกติด้วย แต่เราชอบเต้าเจี้ยว เลยขอน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวมากิน ข้าวหมกจานนี้หอมเครื่องเทศมาก ไม่เหมือนทั่วไป ที่เหลืองอย่างเดียว กลิ่นไม่มี แถมยังมีทีเด็ด มีฟักทองลูกเต๋าน่ารักๆมาด้วย เราชอบมากกกกก น้ำซุปที่แถมก็ไม่ได้มีแค่น้ำหรองแหรงตามปกติ แต่มีทั้งกะหล่ำปี และเห็ดมาให้อย่างใจดี น้ำซุปอร่อยมากๆด้วย นี่เป็นหนึ่งในจานโปรดของเราที่นี่


          จานต่อไปเป็นขาหมู อร่อยมากๆ จะบอกว่าเราชอบกว่าขาหมูปกติ เพราะจริงๆชอบฟองเต้าหู้มากกว่าหมูหรือไก่อยู่แล้ว อร่อยเหาะ อีกจาน คือ บะหมี่หมูแดง อันนี้เราไม่ได้กิน แต่คนกินบอกว่าเฉยๆไม่ถึงกับเด็ดอ่ะนะ คิดว่าส่วนนึงเป็นเพราะเค้าลวกเส้นไว้แล้ว ทำให้ความอร่อยหดหายไปพอดู


           จริงๆ ก็ใกล้อิ่มแล้วนะ แต่หันไปเห็นของคนข้างๆเลยอยากกิน ข้าวกล้องธัญพืชใส่แปะก๊วย อร่อยๆ เราเอามากินกับเห็ดโคนแดดเดียว ของโปรดของคุณแม่ อันนี้เด็ดจริงๆ และเก็บได้นานด้วย เห็ดย่างที่นี่อร่อยสู้ของอีกที่ไม่ได้ เพราะไม่ร้อนและน้ำจิ้มไม่มีให้เลือก เดี๋ยววันหลังได้ไปสวนไผ่จะมาเขียนให้อ่าน



            กินอาหารคาวอิ่มแล้วก็ต้องต่อด้วยของหวาน ซึ่งเป็นทีเด็ดของที่นี้เลย แต่โพสต์นี้ยาวมากแล้ว จนเราคิดว่าคนส่วนใหญ่คงไม่อ่านมาถึงตรงนี้ด้วยซ้ำ (ขอมอบถ้วยชามสังคโลกในจินตนาการให้คุณ 1 ใบ ถ้าอ่านมาจนจบ ) เดี๋ยวคราวหน้าเราค่อยมาต่อกับของหวานและซุปเปอร์มาร์เก็ตกัน

        ขอบคุณที่อ่านและที่ติดตาม Blog ค่ะ

No comments:

Post a Comment